3 กูรูชี้ทิศทาง HR ปี 2020 มียุทธศาสตร์-เปลี่ยนแปลง-มีแรงดึงดูด


Prev
1 of 1
Next
updated: 26 ก.ค. 2555 เวลา 12:08:56 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานแถลงข่าวโครงการ Thailand Top 100 HR พร้อมกับมีการเสวนาเรื่อง "Thailand Human Vision 2020 : ทิศทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ใน 10 ปีข้างหน้า"

ที่ไม่เพียงจะมี "สมประสงค์ บุญยะชัย"ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท อินทัช จำกัด (มหาชน) มาร่วมพูดคุย หากยังมี "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์" ประธานกรรมการบริหารบริษัท พฤกษาเรียล

เอสเตท จำกัด (มหาชน) และ "ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์" ประธานมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศโดยมี "รศ.ดร.พิภพ อุดร" ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

เบื้องต้น "รศ.ดร.พิภพ" ให้ "ศ.ดร.จีระ" แสดงความคิดเห็นก่อนว่า ทิศทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ใน 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

"ศ.ดร.จีระ" จึงอธิบายว่า อีกไม่ถึง 8 ปี เรื่องของ HR จะไม่เหมือนกับไฟแนนซ์และมาร์เก็ตติ้ง และเชื่อว่าคงมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ฉะนั้น สิ่งที่ทำอยู่ในวันนี้ หากยังทำไม่สำเร็จ จึงต้องทำต่อให้สำเร็จ

"ฉะนั้น วิชั่น 2020 ของผมอาจจะมองกว้างหน่อย ทั้งในระดับอาเซียน, มหภาค และจุลภาคขององค์กร ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคุณภาพที่จะจัดการกับ 3 เรื่องในอนาคตที่น่าจะรุนแรงมากขึ้น คือความเร็ว, ความไม่แน่นอน และสิ่งที่คาดไม่ถึง"

"ในระดับอาเซียน อาจถูกกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอกและภายใน โดยสิ่งที่น่ากลัวคือโลกาภิวัตน์+อาเซียน, ภัยธรรมชาติและสภาพอากาศ, โรคภัยไข้เจ็บ, พลังงานหมดโลก, เทคโนโลยี, การเมือง และระบบพลังงาน, ค่านิยมผิด ๆ และสื่อเก่า-สื่อใหม่ ดังนั้น จากนี้ไปอีก 2 ปีครึ่ง ก่อนปี 2015 และ 2020 ที่อยู่ในอาเซียน อีก 5 ปีจะต้องปรับตัวอย่างไร และช่องว่างเรื่อง HR คืออะไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าคิด"

"ส่วนระดับ มหภาค ขอให้ภาคการเมืองและคนไทยหันมาดูเรื่องการศึกษาว่ามีนโยบายอะไรที่แน่นอน เราสามารถสร้างทุนมนุษย์ให้ทัดเทียมกับต่างประเทศได้หรือเปล่า เพราะถ้ามองตั้งแต่ปี 2512 เราตกต่ำไปเรื่อย ๆ การเมืองไม่นิ่ง และเราจะปรับปรุงได้อย่างไร"

"ผมจึงมองว่า อย่าให้ภาคการเมืองใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ และขอให้มีการบริหารอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของคนไทย อาทิ คุณธรรม, จริยธรรม, คิดเป็น, ทักษะชีวิต, ความยั่งยืน, ความสุข ความสมดุลในชีวิต และแนวความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษามาปรับใช้"

นอกจากนั้น "ศ.ดร.จีระ" ยังมองเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ถ้าอีก 5 ปีมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ดังนั้น เรื่องการเรียนรู้ จะต้องมีเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจะต้องมีเรื่องของการคิดเชิงสร้างสรรค์ด้วย

แต่กระนั้น จะต้องเพิ่มอีก 3 ตัว คือมูลค่าเพิ่ม, มูลค่าความคิดสร้างสรรค์ และมูลค่าของความหลากหลาย

ส่วน ในเรื่องของระดับจุลภาคขององค์กร "ศ.ดร.จีระ" มองว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ควรจะช่วยธุรกิจขนาดเล็ก SMEs โดยเฉพาะในเรื่องคน และซีอีโอของแต่ละธุรกิจ จะต้องมีปรัชญาเรื่องคนว่าเป็นทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ที่สำคัญ จะต้องให้ความสำคัญกับคนจาก 25% เป็น 50%

นอกจากนั้น HR Manager จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจาก Functional เป็น Strategic มากขึ้น และแนวทางการปฏิบัติ จะต้องเปลี่ยนวิธีบริหารแบบธรรมดา เป็นวิธีเอาชนะความยากลำบากมากขึ้น

ขณะเดียวกัน แนวทางการปฏิบัติ จะต้องมีแนวทางในการทำงานชัดเจนขึ้น ดังนั้น แนวทางในการบริหารงานของผู้ที่ไม่ได้ทำงานทางด้าน HR จึงต้องทำงานร่วมกับซีอีโอ และฝ่าย HR มากขึ้น ถึงจะทำให้บทบาทของวิชั่น 2020 สัมฤทธิผล

ถึงตรงนี้ "รศ.ดร.พิภพ" จึงถาม "ทองมา" ถึงแนวทางในการบริหารธุรกิจ เพื่อรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่ง "ทองมา" มองว่า เออีซีที่จะเกิดขึ้นใน 3 ปีข้างหน้า จะเกิดการเคลื่อนย้ายทรัพยากรมนุษย์ และแรงงานฝีมือจำนวนมาก

"แต่ กระนั้น ต้องมาดูในแต่ละธุรกิจด้วยว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง เพราะเชื่อว่าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน สำหรับพฤกษาเอง มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเรามีความพร้อมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายองค์กรที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่ จะเกิดขึ้น"

"พฤกษามีพนักงาน 2,700 คนในประเทศไทย, เวียดนาม, มัลดีฟส์ และอินเดีย มียอดขาย 2 หมื่นกว่าล้าน ผ่านมา องค์กรของเราเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผมจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อไม่ให้เทอะทะเกินไป และตอนนี้ผมแบ่งธุรกิจออกเป็น Business unit เพื่อดูแลธุรกิจ และดูแลลูกค้า เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่ม ธุรกิจต้องการการเทกแคร์ไม่เหมือนกัน"

ถึงตรงนี้ "สมประสงค์" จึงเสริมขึ้นว่า ไม่ว่าจะเป็นองค์กร ธุรกิจ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากมนุษย์ ดังนั้น การที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ใน 10 ปีข้างหน้า จึงต้องมีทิศทางในการบริหารคนอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน จะต้องมีเรื่องของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

"ดังนั้น เราในฐานะผู้บริหาร จึงต้องมีวิธีการมองโลก มองคนอย่างเข้าใจ คือจะต้องมีโลกทัศน์ ที่จะต้องมองให้ออกหลาย ๆ ด้าน เพื่อพัฒนามาเป็นทางของผู้บริหาร คือเป็นการฝึก perspective training เพื่อให้เกิดการ cross functional training จนทำให้ทุกคนมีคุณค่าต่อการทำงานในองค์กร"

"ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการ ตลาด, วิศวะ, บัญชี ที่สามารถทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจในทุกระดับ และอย่างต่อเนื่อง ผมเรียกภาษาของผมว่า attitude development หรือการพัฒนาทัศนคติ เพราะผมเชื่อว่า ถ้าคนของเรามีทัศนคติที่ถูกต้อง เขาจะทำให้งานบริการลูกค้าทุกอย่างเต็มไปด้วยความถูกต้องทั้งหมด"

"ทั้ง ยังทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร แต่กระนั้น ผู้บริหารจะต้องรู้จักชื่นชมกันเองบ้าง เพราะการทำงานเป็น process ที่ต่อเนื่องตลอด คือจะต้องรับลูกกันอย่างต่อเนื่อง ถึงจะทำให้ธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของคน รวมถึงผลสัมฤทธิ์ขององค์กรประสบความสำเร็จ"

อัน ไปสอดรับกับแนวคิดของ "ศ.ดร.จีระ" ที่มองว่า แนวทางการบริหารปัจจุบัน จึงต้องผสมผสานระหว่างพนักงานเก่าแก่ ที่มีภูมิปัญญา หรือความเชี่ยวชาญพื้นฐาน กับพนักงานรุ่นใหม่ที่มีความรวดเร็ว และความฉับไวในเรื่องธุรกิจ ถ้าผู้บริหารทำทั้งสองอย่างควบคู่กันได้ จะทำให้เกิดทุนแห่งความสุข

อันเป็นแนวทางของพนักงาน องค์กร และลูกค้าที่ทำให้ทุนมนุษย์เกิดการพัฒนา

ซึ่ง ไปตรงกับความคิดของ "สมประสงค์" ที่เชื่อว่า ใจเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การที่จะทำให้องค์กรเกิดการพัฒนา พนักงานจะต้องได้รับเงินเดือนที่สมควร สวัสดิการที่ดี และมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ

"ที่สำคัญ เขายังจะต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และจะต้องมีความเชื่อแบบทฤษฎีฟิสิกส์ ที่เชื่อว่าในจักรวาลมีแรงดึงดูดเข้าหากัน องค์กรก็เช่นกัน ดังนั้น ถ้าเราจะรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราจะต้องพิจารณาแรงดึงดูดให้เข้าใจ และเราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้

อันเป็นคำตอบสุดท้ายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ซึ่งไม่ไกลเลย ?