ประเทศไทยวิกฤติ?
ได้อ่านข้อคิดออนไลน์ของ ดร. เสรี วงษ์มณฑา ในอดีตผมไม่เห็นด้วยกับท่านหลายเรื่องในเชิงวิชาการ แต่ก็เคารพท่านที่กล้าแสดงออก แสดงจุดยืนเพื่อให้สังคมได้คิด ท่านเคยเป็นที่ปรึกษาท่านนายกฯ บรรหารฯ และเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมืองมาแล้ว คนอย่างท่านก็ต้องฟังครับ ผมเห็นด้วยหลายข้อข้างล่าง ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรครับ แต่ขอให้รับฟังและใช้เหตุผลในการคิด อย่าให้ผลประโยชน์ส่วนตนปิดปัง
... สรายุทธ กันหลง เสาร์ 27 เมษายน 2556 11.08 น. กรุงเทพ

ดร.เสรี วงษ์มณฑา .....
ประเทศไทยแปลกกว่าประเทศอื่นคือไม่มีม็อบที่ต่อต้านรัฐบาล เพราะไม่มีใครกล้าออกมา กลัวตำรวจจัดการ แต่เรามีม็อบคนฝ่ายรัฐบาลที่ออกมาต่อต้านคนที่ขัดแย้งกับรัฐบาล เช่นศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย
... เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เราคิดว่าเราอยู่ในสภาวะปรกติหรือกำลังคืบคลานสู่ภาวะวิกฤต เราจะนั่งดูกันไปเรื่อยๆจนถึงวันที่เกิดวิกฤต หรือเราจะคิดอ่านทำอะไรกันในด้านการเมืองภาคประชาชน ระวังเถอะถ้าหากเราใช้แนสทาง wait and see ไปเรื่อย ถ้าหากรัฐบาลเขาดำเนินการในสภาไม่สำเร็จ เขาใช้แนวทางของจอมพลสฤษดิ์ ขึ้นมาวันใด วันนั้นอาจจะไม่มีน้ำตาจะหลั่งให้กับโลงศพที่เขาเอามาตั้งวางให้เราเห็นแล้วสั่งให้เราก้าวลงโลงไป

......
สิ่งที่จะขอพูดด้วยความเป็นห่วงประเทศไทยในประเด็นต่อไปนี้ หากใครเห็นว่าไม่จริงก็แย้งมาอย่างสุภาพด้วยเหตุและผลนะ อย่าด่ากัน อย่าต่อว่ากัน อ่านแล้วไม่สบายใจเพราะไม่เห็นด้วย ก็ไม่ต้องอ่านจนจบ
1. เรามีนายกรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถ สติปัญญาไม่เพียงพอที่จะบริหารประเทศ ไม่มีภาวะผู้นำ ไม่มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ประเทศไทยขายหน้าบ่อยๆ เพราะความที่เป็นคนที่ "ไม่ใช่" ทำให้ไม่มีความพร้อมที่จะตอบคำถามหรือแสดงวิสัยทัศน์
2. เรามีรัฐมนตรีที่ไม่มีความสามารถและไม่มีความเหมาะสมหลายคน และแต่ละคนไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เพราะจะต้องทำงานตามใบสั่งของนายใหญ่ที่ดูไบ ทำให้การทำงานต่างๆเป็นไปตามวาระส่วนตัวของนายใหญ่ไม่ใช่วาระประชาชน
3. ขณะนี้ระบบรัฐสภาของเราล่มสลายไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเผด็จการทางรัฐสภาที่อ้างเสียงข้างมาก แต่เป็นเสียงข้างมากที่ไม่ได้ใช้การถกอภิปรายกันในสภาเป็นข้อมูลในการพิจาร๕าการออกเสียง แต่จะทำตามสั่ง ดังนั้น สส. และ สว. ที่สนับสนุนรัฐบาลย่อมออกเสียงสนับสนุนรัฐบาลทุกเรื่อง การทัดทานทักท้วงทั้งในสภานอกสภาไม่มีความหมาย ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆมากมายจากการยกมือของ สส. และ สว. ที่สนับสนุนรัฐบาล อัได้แก่
3.1 การแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 ที่ลิดรอนสิทธิ์ของประชาชน
3.2 มีความพยายามที่จะออก พรบ. นิรโทษกรรมเพื่อๆอกผิดให้นายใหญ่จะได้กลับบ้าน
อย่างเท่ๆ
3.3 ออก พรบ. เงินกู้ 2.2 ล้านเพื่อพัฒนาขนส่งมวลชน แทนที่จะใช้ พรบ. งบประมาณที่จะ
ทำให้ตรวจสอบได้ง่ายกว่า
3.4 รัฐบาลจะทำอะไรผิดถูกอย่างไรทำได้หมด การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อให้ฝ่ายค้านมี
ข้อมูลดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะในที่สุด สส. รัฐบาลก็ยกมือให้รัฐมนตรี
ทุกคนผ่านความไว้วางใจ
4. มวลชนเสื้อแดง (บางคน บางพวก) เหิมเกริมถึงขนาดจะตั้ง สน. ประชาชนจับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการข่มขู่ศาล การกระทำเช่นนี้ หากนายกฯหรือแกนนำเสื้อแดงจะห้ามก็ห้ามได้ แต่ไม่ห้าม ซึ่งน่าจะตีความได้ว่า "ส่งเสริม" หรือ "เห็นด้วย" กับการกระทำดังกล่าว
5. สื่อมวลชนบางราบละทิ้งอุดมการณ์แห่งวิชาชีพ ทำงานอย่างไร้จรรยาบรรณ บิดเบือนข่าว ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว มีส่วยนทำลายประเทศไม่แพ้นักการเมืองที่ขี้โกง
6. การคอรับชั่นยังเป็นเหมือนเนื้อร้ายที่เกาะกินประเทศไทยที่เป็นอันตรายมาก
7. ค่าครองชีพของเราสูงขึ้นมาก ทั้งนี้เพราะความแพงของพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่แพงเกินกว่าเหคุมากๆ เพราะ ปตท. ทำกำไรมากเกินไป และไม่ฟังเสียงทัดทานของประชาชน
8. ตำรวจรับใช้รัฐบาลในระดับที่เกินความพอดี จนทำให้ประเทศไทยอยู่ในข่ายรัฐตำรวจ ดูได้จากการปฏิบัติตนของตำรวจที่ทำกับผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล กับการชุมนุมของเสื้อแดง การเพิกเฉยต่อการทำผิดของคนในซีกรัฐบาล และการจัดการกับคนที่ต่อต้านรัฐบาล
9. ข้าราชการบางคนทุ่มเทรับใช้รัฐบาล จนถึงระดับกลั่นแกล้ง สร้างปัญหาให้กับบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลด้วยการอาศัยกฎหมายและตำรวจ
10. มีความพยายามที่จะปิดปากทุกคนที่พูดจาขัดแย้งกับรัฐบาล ด้วยการมือ "มือร้อง มือฟ้อง" ไว้บั่นทอนกำลังใจของคนที่ต้องการให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน เพราะเกรงว่าจะไปทำลายความเชื่อของประชาชนที่รัฐบาลพยายามครอบงำ เช่น
10.1ทักษิณถูกกลั่นแกล้งโดยอำมาตย์ขี้อิจฉา
10.2 กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ยุติธรรม ลำเอียงทำงานตามใบสั่งของอำมาตย์
10.3 ทักษิณไม่อาจกลับเมืองไทยได้เพราะกลุ่มอำมาตย์ไม่ยอมให้กลับ
10.5 ทักษิณคือนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด มีนโยบายประชานิยมที่พวกเขาได้ประโยชน์
11. ประเทศไทยแปลกกว่าประเทศอื่นคือไม่มีม็อบที่ต่อต้านรัฐบาล เพราะไม่มีใครกล้าออกมา กลัวตำรวจจัดการ แต่เรามีม็อบคนฝ่ายรัฐบาลที่ออกมาต่อต้านคนที่ขัดแย้งกับรัฐบาล เช่นศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย
12. ประเทศไทยอยู่ในสภาวะแห่งความกลัว นักวิชาการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล ข้าราชการไม่กล้าขัดใจรัฐบาล สื่อมวลชนไม่กล้าทำข่าวที่รัฐบาลไม่พอใจ สถานีโทรทัศน์ไม่กล้านำเสนอรายการที่ทำให้รัฐบาลไม่พอใจ นักธุรกิจกลัวถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง ไม่กบ้าแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมาถ้าหากความคิดนั้นขัดใจรัฐบาล
13. ทักษิณยังคงมีอิทธิพลเหนือประเทศไทยด้วยการกำกับการทำงานของรัฐบาล ทุกนโยบาย ทุกความเคลื่อนไหว ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องได้ไฟเขียวจากทักษิณ ทำให้ประเทศไทยตกต่ำย่ำแย่ ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ทักษิณต้องการก็คือการพ้นผิดทุกคดีและได้เงิน 46,000 ล้านคืน ซึ่งคนที่รักความยุติธรรมยอมรับไม่ได้ ความขัดแย้งจึงดำรงอยู่ต่อไป ยากที่จะเยียวยาได้
14. มีนักธุรกิจบางคนกลัวม็อมมาก จะห้ามไม่ให้คนออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล กลัวกระทบการลงทุน การท่องเที่ยว และส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ จะกล้าด่ากล้าว่าเฉพาะม็อบต่อต้านรัฐบาล แต่ไม่กล้าต่อว่าการกระทำที่ไม่ถูกต้องของรัฐบาล ไม่กล้าตำหนิการกระทำที่ไม่ถูกต้องของคนเสื้อแดง กลัวพวกเขาจะออกมาอีก เพราะนักธุรกิจเหล่านี้เข็ดกับม็อบที่ยึดราชประสงค์และสีลม ยังรู้สึกหลอนและกลายเป็นพวก mob phobia ไปแล้ว
15. โครงการและนโยบายของรัฐบาลหลายอย่างกำลังพ่นพิษ โดยเฉพาะนโยบายจำนำข้าว แต่รัฐบาลก็ไม่เคยฟังคำทักท้วงและไม่คิดจะแก้ไจ
16, ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้คือเศรษฐกิจไทยกำลังตกต่ำ ส่งออกกำลังย่ำแย่ เรากำลังถังแตก เพราะเราไม่มีวินัยทางการคลัง รัฐมนตรีก็อวยความต้องการของนายใหญ่ ไม่เคยทักท้วง
17. นายกรัฐมนตรีไม่มีวันที่จะรู้ตัวว่าทำอะไรผิดพลาด เพราะ สส. หนุน สื่อมวลชนบางรายเชลียร์ องค์กรต่างๆอวยช่วยให้รางวัล และอยู่ภายใต้การพิทักษ์ขององครักษ์เสื้อแดง
18. ตอนนี้ยุทธศาสตร์ของนายใหญ่คือเดินหน้า รุกหนัก เข้มข้น เพราะหลายยุทธศาสตร์ที่ทำมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร คดีต่างๆก็วิ่งไล่มาเรื่อนๆ ดังนั้นจึงมีม็อบเสื้อแดงที่รุนแรง มีการนำเอาวาระต่างๆที่ตนเองต้องการเข้าสภา เดินหน้าเต็มที่ มั่นใจเสียงข้างมาก ซึ่งอาาจะส่งผลทำให้การเมืองของประเทศไทยร้อนแรงขึ้น จนคนไทยหาความสุขได้ยาก
19. กรณีพิพาทพื้นที่รอบเขาพระวิหารมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เราไม่สบายใจกับท่าทีของรัฐบาล
20. เรื่องภาคใต้ก็รุนแรงขึ้นทั้งๆที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเจรจากับฝ่ายตรงกันข้าม

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เราคิดว่าเราอยู่ในสภาวะปรกติหรือกำลังคืบคลานสู่ภาวะวิกฤต เราจะนั่งดูกันไปเรื่อยๆจนถึงวันที่เกิดวิกฤต หรือเราจะคิดอ่านทำอะไรกันในด้านการเมืองภาคประชาชน ระวังเถอะถ้าหากเราใช้แนสทาง wait and see ไปเรื่อย ถ้าหากรัฐบาลเขาดำเนินการในสภาไม่สำเร็จ เขาใช้แนวทางของจอมพลสฤษดิ์ ขึ้นมาวันใด วันนั้นอาจจะไม่มีน้ำตาจะหลั่งให้กับโลงศพที่เขาเอามาตั้งวางให้เราเห็นแล้วสั่งให้เราก้าวลงโลงไป